วันก่อนข้าพเจ้าได้มีโอกาสแวะหลบร้อนที่ห้องสมุด(ที่ตั้งชื่อซะเท่ห์นำมาซึ่งความไม่คุ้นว่า ศูนย์วิชาการโรงเรียน) และก็มาหยุดอยู่หน้านิตยสาร มติชน ที่วางหราอยู่บริเวณไม่ห่างจากประตูทางเข้ามากนัก ก่อนอื่นคงต้องพูดถึงคุณความดีที่นิตยสารนี้มีต่อตัวข้าพเจ้าเสียก่อน เนื่องจากนิตยสารนี้มีข้อมูลข่าวสารส่วนใหญ่ไปในทางวิชาการและการเมืองซะมาก พอมาผสมกับนิสัยข้อดีของข้าพเจ้า (ที่คิดเอาเอง ไม่รู้คนอื่นเห็นว่าอย่างไร) คือการพยายามอ่านให้ได้ทุกคอลัมน์แม้ไม่รู้เรื่องแต่ก็พยายามจะอ่าน จนได้กลายมาเป็นสาระอีกรูปแบบหนึ่งที่ไม่ค่อยได้พบเจอพบเห็นบ่อยนักในวัยรุ่นอย่างนี้ จากเมื่อก่อนติดตามแค่คอลัมน์แนะนำเพลง จนเกิดพัฒนาการมาอ่าน(หรืออีกนัยหนึ่งจะเรียกว่า ฝืนอ่านก็ได้)คอลัมน์เกร็ดความรู้วิชาการที่เหล่าทัพอาจารย์มหาวิทยาลัยและพหูสูตรด้านการเขียนท่านบรรจงเขียนกัน ซึ่งก็รู้เรื่องบ้าง มึนบ้าง ไม่เข้าใจบ้าง พยายามจะ(ดัดจริต)เข้าใจบ้าง แต่มีคอลัมน์หนึ่งที่ใกล้ตัวของข้าพเจ้าหน่อยคือคอลัมน์ การศึกษาไทย อ่านไปก็ทำให้ได้ซึมซับตราบจนเข้าใจและเห็นใจกระทรวงศึกษาธิการ กับภาระที่ต้องแบกความกดดันจากผู้ปกครองตลอดจนนักวิชาการผู้ดีแต่ปากทั้งหลาย
          บทความที่ได้อ่านในวันนั้นเป็นรายงานการสัมมนาข้อหัว 'ปฏิรูปศึกษาไทยอย่างไรดี' อ่านไปก็นึกถึงสภาพแวดล้อมการเรียนที่ข้าพเจ้าประสบไปและบอกกับตัวเองว่า 'เออ มันก็จริงอย่างที่เค้าพูดหลายข้อ' โดยได้สรุปมาดังนี้

1. คนที่จบปริญญาตรีส่วนใหญ่จบออกมาหางานทำไม่ค่อยได้ เพราะตลาดแรงงานไม่ต้องการ เนื่องจากทำอะไรไม่ค่อยเป็น ไม่อยากทำงานหนัก และต้องการค่าจ้างสูง

ความเห็นของข้าพเจ้า : ข้อนี้ชัดเจนมาก คาดว่าจะเห็นผลเร็วๆ นี้เนื่องจากเศรษฐกิจทั่วโลกตกต่ำคนจะตกงานและแย่งงานกันทำมากขึ้น ขอเล่าประวัติภูมิหลังของข้าพเจ้านิดนึง ที่โรงเรียนของข้าพเจ้าได้มีกิจกรรมหนึ่งที่เรียกว่างานสภาโดยได้จัดทำโครงการและดูแลกิจกรรมวันงานต่างๆ ของโรงเรียน สภาที่ว่านี้ไม่เหมือนโรงเรียนอื่นๆ และข้าพเจ้ายังคงยืนยันและคิดว่าน่าจะมีเพียงโรงเรียนเดียวในประเทศไทยที่อาจารย์ไม่เข้ามายุ่งและก้าวก่ายงานแต่มีหน้าที่เพียงให้คำปรึกษา โรงเรียนปกติทั่วไปอย่างเช่นงานวันปีใหม่ก่อนงานเราก็จะเห็นเหล่าอาจารย์เป็นคนคุมดูแลโน้นดูแลนี่และสภานักเรียนมีหน้าที่เพียงแค่มาช่วยจัดเวทีหรือยกของเท่านั้นโดยไม่มีสิทธิ์ออกความเห็นว่า ผ้าควรจะเป็นสีอย่างนี้ ควรจะจัดเก้าอี้อย่างนี้ โรงเรียนของข้าพเจ้ายึดหลักการทำงานมาจากระบบนักศึกษาในมหาวิทยาลัยที่ต้องดูแลงานกันเอาเอง สมมุติ (ขอย้ำว่าสมมุติเพราะยังไม่เคยเกิดขึ้นจริง) ถ้ามีงานที่ต้องเชิญผู้ว่าฯ มาเยี่ยมชมงานโรงเรียน เราคงต้องออกไปเชิญท่านกันเอง ไปหาท่านที่ว่าการจังหวัดเอง ร่างจดหมายเอง ตลอดจนอำนวยความสะดวกให้ท่านทุกอย่าง โดยอาจารย์มีหน้าที่ดูว่าอะไรเหมาะสมหรือผิดมารยาทไหมแค่นั้น ทุกๆ งานเราต้องเริ่มทำมันตั้งแต่ศูนย์ทั้งวางแผนเตรียมงาน แม้กระทั่งเงินหมุนเป็นแสนๆ เราก็ต้องดูแลจัดเก็บกันเอง (ข้อนี้มีผู้ใหญ่หลายคนไม่เชื่อว่าด้วยวัยวุฒิภาวะอย่างเด็กม.5จะดูแลเงินก้อนขนาดนี้กันเองได้)จากงานสภานี้เองมันทำให้ข้าพเจ้าเห็นเลยว่าเพื่อนคนไหนพอจะทำงานเป็นทำงานไม่เป็น (จากเมื่อก่อนที่ดูความเก่งของเพื่อนที่ผลการเรียน) กล้าบอกได้เลย คนเรียนเกรดดีๆ พอมาได้ลองทำงานในโลกแห่งความเป็นจริงแล้วตกม้าตายก็เยอะแยะ มันดูออก ไม่ว่าจะเป็นการไม่กล้าตัดสินใจ ความกลัวนู่นกลัวนี่กลัวโดนด่ากลัวโดนว่า การจัดการงานไม่เป็น คิดไม่ค่อยเป็นระบบ อีกสารพัดความสะเปะสะปะอันนำมาซึ่งความหน่ายให้แก่เจ้านาย (ถ้าในอนาคตทำงานในออฟฟิศหรือข้าราชการ) บวกกับนิสัยเด็กสมัยใหม่ที่มีความขี้เกียจเป็นทุนเดิม ความสะดวกสบายมันเยอะ และยังคงคิดว่าฉันจบสูงมาต้องได้งานสบายๆ เงินเดือนสูงๆ ไม่ค่อยเหนื่อย นิสัยเหล่านี้พอมาประมวลรวมๆ กันแล้วยิ่งไม่มีใครอยากจะจ้างเข้าไปใหญ่

2. เนื้อหาที่จำเป็นมากบางอย่างไม่ได้สอน เนื้อหาบางอย่างมีมากเกินไป และเนื้อหาบางอย่างก็ล้าสมัยแล้ว (เยอะซะด้วยข้อนี้) มีผู้เชี่ยวชาญจากเยอรมันท่านหนึ่งได้วิเคราะห์หลักสูตรและตำราการศึกษาไทยพบว่าเนื้อหา ที่เด็กเรียนมาตั้งแต่ ป.1-ม.6 สามารถตัดสิ่งล้าสมัยและไม่จำเป็นออกได้เกือบครึ่งหนึ่ง

ความเห็นของข้าพเจ้า : ข้อนี้คิดไปคิดมาก็จับต้นชนปลายไม่ถูกไม่รู้จะโทษใครหรือยอกย้อนปัญหาที่ไหนกันดี แต่ในความเห็นส่วนตัวของข้าพเจ้ามีวิชาหลายวิชาที่เราให้เวลากับมันมากเกินไป เนื้อหาบางอย่างก็เรียนแล้วเรียนอีก เข้าใจว่ามันเป็นกระบวนทัศน์ตามขั้นตอนของมัน เพื่อความเหมาะสมแก่วัยผู้เรียน แต่เมื่อเอี้ยวตัวมามองมุมบน มันทำให้เสียดายเวลากับเนื้อหาจำเป็นบางอย่างที่ควรจะเจียดเวลาให้ ยิ่งเฉพาะกับวิชาหลักๆ ข้าพเจ้าได้สดับรับฟังอาจารย์หลายท่านบอกว่าใจจริงอยากจะเพิ่มเนื้อหาให้อีก แต่เวลาไม่เคยพอเลยจริงๆ และอย่าแปลกใจถ้าในหลายๆ โรงเรียนต้องเริ่มปรับตัวด้วยการทำหนังสือเรียนกันเองเพราะหนังสือของกระทรวงฯ เนื้อหามันน้อย เรื่องที่ควรจะรู้เป็นพื้นฐานในหนังสือของทางกระทรวงฯ ก็ไม่มีสอน เรื่องที่ไม่จำเป็นต้องสอนแล้วก็ยัดเยียดให้เรียนแล้วเรียนอีก (การทำหนังสือเองของโรงเรียนสามารถเป็นผลงานทางวิชากรเพิ่มหน้าเพิ่มตาให้กับโรงเรียนได้อีกด้วย) และที่น่าตกใจคือ เนื้อหาที่เราเรียนกันมาตั้งแต่โคตรเหง้ามันช่างล้าหลังและไม่จำเป็น มันสื่อถึงอะไรของสำนักพัฒนาการระบบการศึกษาและแผนการสอนหรือเปล่า?

3. การนำเอาผู้มีคุณวุฒิด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์มากำหนดหลักสูตรออกข้อสอบ A-Net, O-Net แต่ขาดประสบการณ์การทำงานอาชีพ ทำให้เด็กไทยระดับมัธยมทุกคนต้องเรียนวิชาขั้นสูงมากโดยบางอย่างไม่จำเป็นในการประกอบอาชีพหรือมีสิ่งอื่นที่จำเป็นมากกว่าแต่เวลาเรียนไม่พอ

ความเห็นของข้าพเจ้า : ข้อนี้ข้าพเจ้าเห็นว่าเป็นเรื่องที่แก้ไขได้ยากสุด เนื่องจากสังคมไทยเป็นสังคมแบบเน้นอาวุโส คนมีคุณวุฒิส่วนใหญ่เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ที่อาวุโส อาวุโสไม่ได้หมายความว่าเก่งสุดดีสุดเลิศสุด แม้ท่านทั้งหลายจะมีประสบการณ์ที่เหล่าวัยกลางคน(กลุ่มอายุประมาณ 30-50 ) ทั้งหลายไม่เคยมี แต่เราอย่าลืมว่าความคิดความเห็นคนเราไม่ได้ใช้ได้ทุกเวลาไม่ได้ดีทุกสมัย ข้าพเจ้าเองก็ยอมรับว่าความคิดในมุมมองของข้าพเจ้าอีก40มันก็ล้าสมัยแล้ว มันไม่ทันใจคนรุ่นลูกรุ่นหลานของข้าพเจ้าที่กำลังจะเกิดขึ้นในวันข้างหน้า คนอาวุโสทุกท่านล้วนเป็นคนเก่งและมากล้นด้วยประสบการณ์ แต่เราต้องยอมรับความจริงว่า ความเก่งของท่านมันอาจไม่ได้เหมาะสมกับยุคปัจจุบันไม่เหมาะกับโลกที่มวลชนคนรุ่นใหม่เป็นคนขับเคลื่อน แล้ววิธีแก้ล่ะ? ทางอเมริกาเค้าแก้ด้วยการดึงคนวัยหนุ่มวัยสาวมาออกความเห็นร่วมกันเพื่อเติมเต็มโลกทัศน์ที่คนอาวุโสทั้งหลายไม่ค่อยได้สัมผัส โดยมิใช่เพียงยึดติดแต่ความคิดเก่าๆ เดิมๆ โลกเราทุกวันนี้เปลี่ยนแปลงเร็วมาก ไม่ทันไรก็มีคอมพิวเตอร์ ไม่ทันไรก็มีอินเตอร์เนต ถ้าท่านอาวุโสทั้งหลายยังไม่ยอมปรับตัวหรือยอมลดตัวมารับฟังความเห็นจากคนยุคใหม่ๆบ้าง ก็ยากที่จะกุมใจคนหมู่มาก และจากที่กล่าวมาข้างต้นมีผลมาถึงตอนออกข้อสอบเข้ามหาวิทยาลัย การที่ท่านคุณวุฒิอยู่บนหอคอยสูงๆ ไม่ค่อยได้ดูโลกแห่งความเป็นจริง ไม่ค่อยได้มีประสบการณ์ในการประกอบอาชีพที่ใช้ในปัจุจบันอีกหลายๆ ด้าน ยังผลมาให้ข้อสอบมีความยากสูงและ ไม่จำเป็นที่จะต้องเรียน เรื่องพื้นฐานกลายเป็นเรื่องที่เด็กๆทุกคนต้องมานั่งกุมขมับ(ว่าเรียนเรื่องบ้าอะไรเนี่ย)แทนที่จะได้เอาเวลาไปพัฒนาด้านอื่นๆ ที่สำคัญไม่แพ้กันในชีวิต

 

4. การออกข้อสอบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัยที่คัดเฉพาะคนตอบข้อสอบได้คะแนนดี ทำให้คนยากจนคนบ้านนอก ที่เรียนไม่ค่อยเก่งและคนที่ไม่ได้เรียนกวดวิชาตอบข้อสอบไม่ค่อยถูก ทำให้หมดโอกาสเรียนไปตลอดชีวิต ทั้งที่มีข้อมูลว่าคนที่เรียนเก่งสอบได้ที่หนึ่งนั้นมักทำงานสู้คนที่ได้คะแนนน้อยกว่าไม่ได้

ความเห็นของข้าพเจ้า :'ระบบการศึกษาไทยล้ำเหลื่อมยิ่งกว่าอะไร '  ประโยคนี้น่าจะเพียงพอต่อเหตุผลว่า ทำไมคนยากจนคนบ้านนอกถึงเรียนไม่ค่อยเก่งกันและติดมหาวิทยาลัยน้อยกว่าคนในเมือง (อาจจะมีประเด็นการเมือง เรื่องเส้นบ้าง ฝากบ้าง อะไรบ้างแต่ข้าพเจ้าจะไม่มองประเด็นนี้) ระบบการศึกษาล้ำเหลื่อมคืออะไร? มันคือระบบที่เด็กทั่วประเทศได้รับการศึกษาไม่เท่าเทียมกัน ในที่นี้เราไม่ได้พูดถึง หลักสูตรการเรียน แบบเรียน อุปกรณ์การเรียน เสื้อผ้า แต่พูดถึงคุณภาพการสอน ประเทศไทยถือเป็นประเทศหนึ่งที่ขาดแคลนครูมีคุณภาพสูงอยู่มาก เพราะเราไม่ค่อยให้ความสำคัญกับครู ครูได้เงินเดือนน้อยจนน่าตกใจ (ในสายตาฝรั่ง) จึงทำให้คนมีความรู้มีความสามารถไม่อยากมาเป็นครู หันไปเป็นอย่างอื่นที่มีรายได้ดีกว่านี้กันหมด ครูที่มีความสามารถมีอุดมการณ์ ก็ถูกดึงดูดให้เข้ามาสอนในเมืองเพื่อตอบสนองความคาดหวังของคนชั้นกลาง (คนที่มีฐานะปานกลางมีชีวิตความเป็นอยู่พอตัว มีฐานะทางการเงินที่ส่งลูกเข้าโรงเรียนในเมืองได้)ที่อยากให้ลูกมีความรู้สูงๆ เรียนสูงๆ  ครูที่ไม่ค่อยมีศักยภาพก็ถูกผลักดันให้ออกไปบ้านนอกตามโรงเรียนวัดต่างๆ หลักสูตรเดียวกัน แบบเรียนเดียวกัน แต่ทำไมความรู้ที่ได้ออกมาต่างกัน? ไม่ใช่ว่าเด็กบ้านนอกเรียนไม่เก่ง หัวไม่ดี ข้าพเจ้าเชื่อว่าศักยภาพทุกคนที่แรกเกิดออกมาจากท้องแม่มีพอๆ กัน เพียงแต่แปรเปลี่ยนไปตามวิถีชีวิตที่แต่ล่ะคนอยู่อาศัย เด็กบ้านนอกล้วนแต่มีศักยภาพไม่แพ้เด็กในเมือง หากแต่เค้าไม่เคยได้รับโอกาสในการเรียนกับครูดีๆ สักคนที่จะคอยชี้ทางสู่ความรู้ขั้นสูง มาต่อกันที่เรื่องของตัวข้อสอบบ้าง ถ้าเราแก้ปัญหาเรื่องความล้ำเหลื่อมในระยะเวลาอันสั้นไม่ได้จริง(สั้นในที่นี้หมายถึง20-30ปี) เราน่าจะมีตัวข้อสอบอีกชุด ที่จัดสอบแค่เฉพาะเด็กโรงเรียนรอบนอก โรงเรียนที่มาตรฐานการเรียนรู้ต่ำ เพราะถ้าเราเอาข้อสอบชุดเดียวกันมาให้สอบรับรอง วงจรเหล่านี้ก็ไม่หนีไปไหน พูดสรุปให้เข้าใจก็คือ เด็กบ้านนอกก็ยังเป็นผู้ด้อยโอกาสอยู่ดี และเป็นการตัดช่องทางอนาคตของพวกเขาไปโดยปริยาย และอยากบอกว่าเอาเข้าจริงๆ ในชีวิตแห่งการเผชิญโลกกว้าง ไม่ได้หมายความว่าคนจบมหาวิทยาลัยดีๆ จะเอาตัวรอดและมีอนาคตที่ดีกว่าเด็กบ้านนอกเหล่านี้ (แม้เปอร์เซ็นต์ที่เด็กในเมืองจะมีอนาคตดีกว่าทิ้งห่างเด็กบ้านนอกอยู่หลายขุมก็เถอะ) ถ้าลองคิดเล่นๆ สมมุติว่าเราสามารถย้อนเวลาแล้วนำเด็กบ้านนอกที่ประสบความสำเร็จมีความมุมานะในชีวิตแต่การศึกษาไม่ค่อยสูงมาเรียนในมหาวิทยาลัยดีๆ ล่ะ ไม่แน่เราอาจเห็นมิติใหม่เกิดขึ้นกับสังคมไทยก็เป็นได้

5. วิชาอังกฤษเป็นวิชาที่สำคัญมากๆ ซึ่งเด็กไทยเรียนกันกว่าสิบปีแต่อ่านตำราภาษาอังกฤษไม่ค่อยออก ยิ่งกับสมัยนี้ที่มีวิทยาการสมัยใหม่ผ่านมาทางเอกสารและตำราอินเตอร์เน็ตเป็นภาษาอังกฤษ

ความเห็นของข้าพเจ้า : นี่คือความกดดันอย่างหนักจากความคาดหวังของผู้ปกครองทั้งประเทศเพราะผลมันชัดเจนทันตาเห็นว่า คนพูดอังกฤษได้จะได้เปรียบกว่าคนพูดไม่ได้ทั้งขึ้นและล่อง ข้าพเจ้าว่าหลักสูตรอังกฤษของเราก็ไม่ได้เห็นความสำคัญน้อยกว่าประเทศอื่นๆ ในแถบเอเชียมากนัก (แม้ไม่เข้มข้นดั่งโรงเรียนดีๆ บางโรงเรียนในไทย ที่มีทั้งหลักสูตร English program และชั่วโมงการสอนอังกฤษที่เน้นเกินกว่าหลักสูตรของกระทรวงฯ) แล้วอะไรคือสาเหตุล่ะ?  บางคนจะโทษว่าเพราะเราเน้นแกรมม่ามากเกินไป ข้าพเจ้าก็เห็นว่าการเน้นแกรมม่ามันก็ไม่ได้เสียหายอะไรตรงไหนออกจะดีด้วยซ้ำกรณีคนทำงานเกี่ยวกับเอกสารที่เป็นทางการ หรืออ่านหนังสือความรู้ภาษาอังกฤษที่จะเข้าใจได้ถ่องแท้มากยิ่งขึ้น สุดท้ายเมื่อคิดไปคิดมา ไม่รู้จะมาลงอะไรก็มาลง 'ความขี้เกียจ' นั่นแหล่ะเหมาะสมที่สุด ภาษาอังกฤษว่ากันตามเนื้อผ้าก็ไม่ได้ยากหนักหนาอะไร ย้อนมาดูในชีวิตจริงๆ กันบ้าง วันก่อนข้าพเจ้าไปเดินแถวๆ ย่านการค้ายามค่ำคืนที่มีฝรั่งมาเดินเยอะๆ แถวนี้จะมีรถแท็กซี่สี่ล้อแดงต่างๆ เต็มไปหมด ทุกคนสามารถเรียกลูกค้าเป็นภาษาอังกฤษได้ และพอได้ลูกค้ามาก็คุยรู้เรื่องอย่างกับอยู่อังกฤษมาแล้ว10ปีอีกต่างหาก แท็กซี่เหล่านี้คุยได้เพราะอะไร เพราะความตั้งใจเอาใจใส่ใช่มั้ย คนมันจะทำมาหากิน มันจะอดท้องตาย มันก็ต้องฝึกพูดภาษาอังกฤษให้ได้ ข้าพเจ้ามาแอบฟังภาษาที่เค้าพูดกัน มันก็ศัพท์พื้นๆ ที่เรียนกันมา12ปีทั้งนั้น ไม่ได้ใช้ศัพท์ยากมากมายอะไรเลย คนไทยขี้เกียจและ 'กลัวที่จะพูด' ไปเองต่างหาก

สรุป : ปัญหาใหญ่จริงๆที่ข้าพเจ้าเห็นว่าควรแก้ไขอย่างเร่งด่วนคือระบบความล้ำเหลื่อมทางการศึกษา การหาทางออกของระบบแบบนี้ข้าพเจ้าเห็นว่าพอจะมีแสงวาบบ้างจากรูปแบบการสอนกวดวิชาสมัยใหม่ ที่เด็กหลายพันหลายหมื่นคนมานั่งเรียนกับอาจารย์ผู้มีเทคนิคการสอนที่น่าสนใจและทำให้เด็กได้เข้าใจอย่างแม่นยำมากขึ้นผ่านหน้าจอ การใช้ทีวีช่วยรองรับเด็กทั้งประเทศได้ อินเตอร์เนตช่วยรองรับเด็กบ้านนอกได้ เดี๋ยวนี้มีวิทยาการเยอะแยะไปในการจัดเทคนิคการสอนแบบใหม่ นี่คืออีกหนึ่งเคสแก่กระทรวงศึกษาธิการให้ได้ศึกษาและพัฒนา เพียงแต่แสงวาบแห่งการศึกษานี้ยังไม่สว่างขึ้นในเร็ววันนี้แน่ ถ้าแสงไฟแห่งการเมืองยังคงติดๆ ดับๆ

แผนที่แยบยล(กว่า)

posted on 08 Jul 2009 00:40 by modernkorn
          ช่วงนี้ข้าพเจ้าได้อ่านข่าวในภูมิภาคเอเชียบ่อยขึ้น หลังจากติดตามข่าวเศรษฐกิจสหรัฐฯ มานาน สิ่งที่น่าประหลาดใจที่สุดในข่าวเอเชียคือการเกิดเรื่องอื้อฉาวเป็นว่าเล่นของญี่ปุ่น เกิดได้ไม่เว้นเดือน พึ่งเจอไปหยกๆ มาเดือนนี้เอาอีกละ และบุคคลที่โดนก็ต้องเป็นตำแหน่งสำคัญๆ ของประเทศทุกที เมื่อสมัยเด็กๆข้าพเจ้าได้ยินชื่อเสียงเรียงนามมานานนมของประเทศญี่ปุ่นว่าเป็นประเทศที่ผู้คนซื่อสัตย์และรับผิดชอบในการกระทำของตนเองไม่ว่าคุณจะใหญ่มาจากไหน หรือเป็นแค่ยามเฝ้าชั้นจอดรถ แทบทุกคนล้วนมีจรรยาบรรณชอบพอในหน้าที่ของตัวเอง เมื่อทำผิดก็ต้องยอมรับผิด ข่าวที่มีการออกมารับผิดชอบด้วยการลาออกของบรรดานักการเมืองทั้งหลายล้วนเป็นเรื่องปกติที่รับรู้กันทั่วไป เรื่องอื้อฉาวที่เจอบ่อยสุดคงไม่พ้นเรื่องการคอร์รัปชั่นและการรับสินบน เรียกว่าเป็นพฤติกรรมยอดฮิตติดชาร์ต ถ้าเจอข่าวแว่วๆว่านักการเมืองญี่ปุ่นลาออกมั่นใจได้เลย70กว่าเปอร์เซ็นต์ เป็นเรื่องเงินๆ ทองๆ ทั้งนั้น บางคนบอกไม่น่าเชื่อว่าประเทศที่มีระเบียบวินัยสูงอย่างญี่ปุ่นจะมีข่าวอื้อฉาวบ่อยอย่างนี้ ขอบอกเลยว่าเรื่องเงินน่ะมันไม่เข้าใครออกใครหรอก ทุกคนเกิดมาล้วนมีกิเลสทั้งนั้น เพียงแต่จะมากหรือน้อย ยิ่งกับทรัพย์สินเหลวอย่างเงินที่แปรสภาพเป็นสิ่งของได้หลากหลายแล้วด้วย ถ้าย้อนกลับมาถามว่าแล้วหากเป็นเราล่ะจะรับมั้ย เปรียบกับจำนวนเงินที่นักการเมืองญี่ปุ่นโดนฟาดหัวเข้าไปถึงหลักสิบล้านแล้วด้วย คำตอบของแทบทุกคนประเคนลอยมาแบบไม่ต้องคิดเลยว่า ก็เอาสิโธ่ถามมาได้ ตราบใดที่ยังมีกิเลสอยู่ก็ยากจะหลุดพ้นวงจรอุบาทว์เหล่านี้ไป บางคนยังย้อนซักถามกลับมาอีกว่า ถ้าต้นตอของปัญหาคือกิเลสก็คงจะเป็นกิเลสที่โดนกำกับโดยอารมณ์ชั่ววูบใช่มั้ย ความคิดเห็นของข้าพเจ้าก็คือทั้งใช่ และไม่ใช่  ใช่ในกรณีที่นักการเมืองคนนั้นๆ กำลังร้อนเงินก็อาจเป็นไปได้ที่เงินได้บดบังหน้าตาของจรรยาบรรณไปจากใจของเค้าชั่วระยะหนึ่ง แต่กรณีไม่ใช่ข้าพเจ้ามีความเห็นว่า ระดับความรู้อย่างนักการเมืองญี่ปุ่นแล้ว คงไม่ตัดสินใจทำอะไรผลีผลามลืมหน้าลืมหลังออกไปง่ายๆ อย่างนี้หรอก แต่อาจจะเป็นแผนที่แยบยลกว่าต่างหาก เมื่อมาคำนวณผลในระยะยาวแล้ว ตำแหน่งก็แค่ตำแหน่งมักจะไม่จีรังเสมอ แต่เงินสิ จีรังกว่ากันเยอะ กว่าจะถึงเวลาที่ประชาชนจับได้ นักการเมืองเหล่านั้นก็คงจะโกยทรัพย์อื้อซ่าไปแล้วล่ะ ผลประโยชน์มันก็กำไรเห็นๆทั้งคนรับและคนจ่าย แม้จะมีคำสั่งศาลริบทรัพย์ตัดสินอะไรในตอนท้ายอีกก็ตาม แต่เชื่อว่าระดับมันสมองของคนญี่ปุ่นแล้ว ก็คงจะมีการคำนวณผลกระทบและผลประโยชน์ที่จะต้องยอมชดใช้ไปเรียบร้อยล่วงหน้าแล้วล่ะ

          มาดูทางฟากของข่าวบันเทิงกันบ้างมีเรื่องๆหนึ่งที่ข้าพเจ้าเห็นว่ามีแผนที่แยบยลไม่แพ้กันคือสงครามจิตวิทยาระหว่างฮอลลีวู้ด กับ สำนักวาติกัน ถ้าใครยังจำกันได้สงครามนี้เกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อฮอลลีวู้ดส่งหนังเรื่อง The Davince Code เข้าฉายทั่วโลก ทันทีที่เริ่มเปิดกล้องถ่ายทำหนังเรื่องนี้ก็ถูกสำนักวาติกันแบนเสียแล้ว ไม่น่าแปลกใจที่มันจะโดนแบนเพราะเนื้อหาของหนังดันเป็นการลบหลู่ต่อพระเยซูเจ้าน่ะซิ แต่กลับมาคราวนี้มีการเปลี่ยนแปลงนิดหน่อยตรงที่ทางฮอลลีวู้ดส่งหนังเรื่อง เทวากับซาตาน ที่เป็นภาคต่อของ The Davince Code มาลงสนามแทน และแน่นอนเนื้อหาก็ไม่พ้นการลบหลู่เหมือนเดิม แผนการอันแยบยลของทางฮอลลีวู้ดคือ กะให้ทางฟากนู้นเกิดโทสะออกมาจวกตัวหนังเพื่อเป็นการกระตุ้นกระแสความอยากดูและโฆษณาไปในตัวโดยไม่ต้องลงทุนลงแรงอะไรเลย ผู้คนทั่วโลกเองก็ให้ความสนใจจับตาดูท่าทีของสำนักวาติกันอยู่แล้วด้วยความหวังอย่างเต็มเปี่ยมว่าสงครามน้ำลายครั้งนี้คงจะประทุให้ได้สนุกกันอีกครั้ง ผลปรากฏว่าเมื่อทางวาติกันทราบข่าวเรื่องการเปิดกล้อง ก็ออกตัวแถลงการทันทีตามคาด แต่ไม่ได้ออกโรงด่า แค่ออกมาบอกเพียงว่าทางสำนักวาติกันไม่แบนหนังเรื่องนี้หรอก (ถึงแม้จะยังไม่อนุญาตให้ถ่ายในสถานที่จริงก็ตาม) เพราะรู้ว่าดื้อดันด่าไปก็เจ็บตัวเปล่าๆ ยิ่งด่าก็ยิ่งเป็นการกระตุ้นให้คนอยากดูมากขึ้นกว่าเก่า แทบไม่ได้ช่วยแก้ความเข้าใจอะไรผิดแก่ตนเองเลย ปล่อยให้ความจริงปรากฏเองจะดีกว่า สุดท้ายแล้วฝ่ายที่ต้องช้ำใจคือฮอลลีวู้ด ที่มีอันต้องกินแห้วและมานั่งปรับแผนโฆษณากันใหม่อีกรอบ นี่คือแผนการที่สันติกว่าและแยบยล(กว่า)อย่างเห็นได้ชัดของสำนักวาติกัน

 

ปล. ข้อคิดจากนิทานเรื่องนี้ทำให้ข้าพเจ้านึกถึงคำคมของ Konrad Adenauer อดีตนายกรัฐมนตรีคนแรกของเยอรมันหลังสงครามโลกครั้งที่สองว่า 'วิธีหนึ่งที่จะทำให้เสือหายโกรธได้ก็คือให้มันกินคุณอย่างตะกละนั่นเอง'

           "คุณต้องไม่พยายามสร้างภาพขึ้นมาในเฟรมของคุณ เพราะมันจะไม่จริง คุณอย่าพยายามคิดว่ารูปจะออกมาเป็นอย่างไร คิดแต่ว่าคุณกำลังทำในสิ่งที่สนุก ได้เจอคนดีๆ ในค่ำคืนที่สนุกกับเพื่อน คิดซะว่าภาพนั้นคือส่วนหนึ่งในชีวิตของคุณ" ประโยคนี้ดูง่ายๆแต่เปี่ยมแฝงไปด้วยแง่มุมให้คิดตาม มันคือกฎของการถ่ายภาพโลโม่ที่หนุ่มสาวผู้คลั่งไคล้กล้องประหลาดตัวนี้ต้องปฎิบัติติดสอยห้อยตามกันทุกหนแห่ง เดิมทีเจ้าโลโม่ที่ว่านี้มีประวัติความเป็นมาจากดินแดนแห่งหมีขาว รัสเซีย โดยแรกเริ่มได้ใช้กันในหมู่หน่วยงานสายลับของกองทัพ แต่ต่อมาทางการกระทรวงความมั่นคงและอุตสาหกรรมของสหภาพโซเวียตได้มีคำสั่งให้ผลิตกล้องโลโม่ซึ่งมีราคาถูกมาแจกจ่ายให้แก่พลเมืองชาวรัสเซียทุกคนเพื่อให้ได้รู้จักการถ่ายรูป          กล้องโลโม่สามารถเปรียบได้กับโลกแห่งจินตนาการที่ชักชวนให้ทุกคนเข้ามาสัมผัสผ่านมนต์เสน่ห์อันน่าทึ่งของเลนส์ที่ทั้งแปลกและน่าสนใจ โดยภาพที่ออกมานั้นมันได้ตั้งใจทิ้งจุดตำหนิให้ตัวรูปออกมาไม่ชัด เบี้ยว เว้า แต่ทว่าสวยงามในแบบของมันเอง ถ้าเปรียบกับงานศิลปะก็คงเปรียบได้กับภาพวาดนามธรรมหรือ abstract แต่นอกเหนือจากความเป็นโลกแห่งจินตนาการแล้ว ถ้าเรารู้จักเปรียบเทียบ ในความเป็นกล้องโลโม่มันยังสามารถเปรียบได้กับเงาที่สะท้อนตัวตนอีกด้านของโลกที่อยู่ตรงข้ามกันนั่นก็คือ โลกแห่งความเป็นจริง

          ใครที่เคยใช้กล้องตัวนี้ก็คงจะรู้ดีว่าเราไม่สามารถที่จะรับรู้ภาพที่เราเพิ่งถ่ายได้ในฉับพลัน กว่าจะรู้ก็ตอนสายตอนอัดภาพเสร็จออกมาเรียบร้อยแล้ว และเราก็ไม่สามารถที่จะลบรูปที่ไม่ชอบออกไปได้ในทันที เพราะว่ามันคือกล้องฟิล์ม ถ่ายแล้วถ่ายเลย

          ใครที่เคยเรียนวิชาพระพุทธศาสนาหรือมีคุณพ่อคุณแม่พาเข้าวัดบ่อยๆ ก็คงจะเคยได้ยินคำว่า กฎแห่งกรรม เรารู้ว่าถ้าทำดีก็ย่อมได้ดี ทำชั่วก็ย่อมได้ชั่ว ทำดีมากๆ ก็ไปสวรรค์ ทำชั่วมากๆ ก็ไปนรก แต่ทุกๆ การกระทำล้วนแต่แก้ไขไม่ได้ ก่อแล้วก่อเลย

          เราเองไม่ทางรู้ได้เลยว่าภาพที่ออกมาจะเป็นอย่างไร นี่แหละคือเสน่ห์แห่งกล้องโลโม่ที่หว่านล้อมแกมบังคับให้เราต้องทำการถ่ายแบบที่ภาษาวัยรุ่นเค้าเรียกว่า 'ถ่ายไปเห๊อะ' จะสวยไม่สวยยังไงเดี๋ยวก็รู้ผลในตอนท้ายเอง

          เราไม่มีทางรู้เลยว่ากฎแห่งกรรมมีจริงหรือเปล่า เพราะก็ไม่เคยมีคนที่ตายแล้วสามารถฟื้นกลับมาบอกเราสักที แต่พระสงฆ์องค์เจ้าทุกรูปต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันโดยเฉพาะตอนปลอบใจญาติโยมที่กำลังอยู่ในห้วงอารมณ์แห่งการโดนเอาเปรียบว่า กรรมใดใครก่อ กรรมนั้นย่อมตอบสนองในตอนท้ายเอง

          ทั้งๆที่ทุกคนต่างก็ถ่ายกันมั่วๆแต่ทำไมยังคงมีรูปที่เรารู้สึกได้ในบัดดลเลยว่าถ่ายดีจัง ความรู้สึกนี้คำตอบมันชัดเจนอยู่แล้ว เพราะประสบการณ์ของคนถ่ายแต่ล่ะคนมันต่างกัน สิ่งเดียวที่จะทำให้เราถ่ายดีแบบนั้นได้คือหมั่นฝึกฝนบ่อยๆ ให้เป็นนิสัย

          ทั้งๆ ที่ทุกคนล้วนเกิดมาบนโลกนี้ด้วยวิธีเดียวกัน(คงไม่มีใครเกิดมาในกอไผ่นะ) เกิดมาปุ๊ปก็เดินไม่ได้เหมือนกัน(ยกเว้นพระพุทธเจ้า) แต่ทำไมคนนี้เกิดมารวย คนนั้นเกิดมาดูดีมีชาติตระกูล แต่อีกคนกลับเกิดมาในครอบครัวยากจนแถมยังหน้าตาไม่ดีอีก คำตอบที่ยังยืนยันจากทางพุทธศาสนาไม่ว่าจะอีกกี่ปีก็ยังคงเป็นคำตอบเดิมคือเราทำกรรมในชาติที่ผ่านๆ มาต่างกัน ทางเดียวที่จะช่วยให้เรามีคุณสมบัติเพียบพร้อมดั่งเทพบุตรเทพธิดา(แต่ส่งผลในชาติหน้านะ)คือหมั่นทำดีเข้าไว้ให้เป็นนิตย์

          ในเมื่อภาพที่ออกมามันดูไม่ดี เราก็เลยพยายามที่จะสร้างภาพว่ามันดูสวยกันสุดฤทธิ์ทั้งคำนวณมุม ทั้งย้ำคิดย้ำทำ จนเกิดเป็นความกังวลเล็กๆ น้อยๆ ขึ้นมาในใจ ทั้งกลัวไม่เท่ห์ กลัวไม่สวย กลัวเปลื้องฟิล์ม ความกังวลหนอความกังวลมันได้บดบังความจริงที่ผู้มีประสบการณ์ท่านบอกมาว่า ให้ปล่อยใจและจิตวิญญาณไปกับตัวกล้อง สุดท้ายมันจะเป็นยังไง มันก็คือภาพที่ดีเสมอ ทั้งภาพแรกและภาพสุดท้ายที่เราถ่าย เพียงเพราะมันคือความเป็นตัวเราที่ชัดเจนมาจากการกระทำ

          ในเมื่อเราเกิดมาไม่มีคุณสมบัติที่เพียบพร้อม เราก็เลยพยายามที่จะทำให้มันเพียบพร้อมทั้ง ทั้งผู้ใหญ่ที่ไปทำศัลยกรรม ดึงหน้าให้เต่งตึง ทำจมูกและอีกสารพัด วัยรุ่นก็ไม่น้อยหน้าพยายามโชว์รวยอวดสาวอ่อยบ่าวซื้อมือถือใหม่กันทุกเดือนทั้งๆ ที่เงินทุกบาททุกสตางค์นั้นตัวเองก็ไม่ได้เป็นคนหา ทุกคนล้วนหลอกตัวเอง กิเลสหนอกิเลสมันได้บดบังความจริงที่ว่า คนมันจะหน้าตาดี คนมันจะน่าเคารพนับถือยำเกรงหาใช่ดูที่รูปลักษณ์ภายนอกไม่ หากแต่ดูที่ภายในผ่านกิริยาวาจาและการกระทำ

 

ปล. สุดท้ายนี้มันขึ้นอยู่กับเราแล้วล่ะว่าเลือกที่จะเชื่อหรือเลือกที่จะกระทำในสิ่งตรงกันข้าม เพราะสุดท้ายแล้วล้วนไม่มีใครรู้ในผลที่สรุปออกมาของทั้งกล้องโลโม่ และ กฎแห่งกรรม